| ปฏิเสธไม่ได้ถ้าทุกวันเราต้องใช้ชีวิตบนรถยนต์ และต้องผจญกับ "มลพิษ" ซึ่งแทรกซึมผ่านระบบปรับอากาศรถยนต์เข้าสู่ "ระบบหายใจ"ของท่านและคนที่ท่านรัก
ในขณะที่ท่านขับรถทุกๆ วัน ฝุ่นละอองจากภายนอกแทรกซึมผ่านระบบปรับอากาศเข้ามาในรถ และเกาะกันเป็นคราบเหนียวสกปรกระหว่างครีบโลหะ ของคอยล์เย็นในตู้แอร ล้วนแต่เป็นมลพิษทั้งนั้น เมื่อผสมกับความชื้นทำให้เกิดเชื้อรา และแบคทีเรียทำให้มีกลิ่นเหม็นอับเมื่อเราใช้ไปนานๆ จะเป็นแหล่งสะสมพวกเชื้อราและแบคทีเรียซึ่งนำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บโรคภูมิแพ้หรือโรคทางเดินหายใจพอเราใช้ไปประมาณ 10,000 กม. ก็ควรที่จะเริ่มมีการบำรุงรักษาด้วยการล้างตู้แอร์ ตู้แอร์ก็จะได้อยู่กับเรานานๆ
1. คอมเพรสเซอร์ทำงานหนัก เครื่องยนต์เผาผลาญน้ำมันเพิ่มขึ้น และรถยนต์ที่ถูกใช้อยู่ตลอด คอมเพรสเซอร์ก็ต้องทำงานหนัก ตู้แอร์มีฝุ่นละออง หรือคราบตะกอนจับ ลมแอร์ เดินไม่สะดวก คอมพิวเซอร์ต้องทำงานหนัก เพราะเกิดจากสิ่งสกปรกต่างๆที่เข้าไปอุดตันที่ตู้แอร์ เมื่อคอมเพรสเซอร์ทำงานหนักขึ้น ต้องใช้ น้ำมันเชื้อเพิ่มขึ้นไปอีกด้วย
2. ตู้แอร์เสื่อมสภาพเร็วขึ้น พวกฝุ่นละออง ควันจากท่อไอเสีย น้ำหอมปรับอากาศบางประเภทที่สะสมตกค้างอยู่เมื่อจับตัวกับความเย็นที่ผลิตออกมาจากตู้แอร์ ก็กลายเป็นคราบ ตะกอน เกาะติดอยู่ที่บริเวณแผงคอยล์เย็น เมื่อไม่มีการทำความสะอาดเลย นานวันเข้าพวกคราบเหล่านี้ก็กัดกร่อนแผง ทำให้แผงคอยล์เย็นผุกร่อน ก็ต้องเปลี่ยนตู้แอร์ใหม่ และค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนตู้แอร์ใบใหม่ในแต่ละครั้งประมาณ 5,000 บาทขึ้นไป ราคานี้ยังไม่ รวมค่าน้ำยาแอร์และค่าแรงในการเปลี่ยนแต่ละครั้งมันจะ เป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมา ถ้าไม่อยากหมดเปลืองกับค่าใช้จ่ายก้อนโตเหล่านี้เราควรหันมาดูแลบำรุงรักษาเสียแต่เนิ่นๆ ดีกว่า
3. การนำไปสู่โรคระบบทางเดินหายใจ ถ้าแผงคอยล์เย็นมีพวกคราบสกปรกต่างๆเกาะอยู่ก็จะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราและแบคทีเรียต่างๆ อากาศที่ผลิตออกมาก็จะมีมลพิษเหล่านี้ปะปนอยู่ เมื่อผู้ขับขี่รถยนต์หรือคนที่ท่านรักอยู่ในห้องโดยสารสูดดมเอาอากาศที่มีมลพิษเข้าไปก็จะไปสะสมในร่างกายเชื้อโรค เหล่านี้จะเป็นตัวทำลายภูมิคุ้มกันในร่างกายของเรา สะสม นานๆเข้าก็ทำให้ร่างกายเราอ่อนแอนำไปสู่การเกิดโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจได้
|